ศูนย์นวัตกรรมสุขภาพ                                  คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศูนย์นวัตกรรมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

mEDCMU Health Innovation Center

  • About MEDCHIC
    • Our story
    • Our Innovation Journey
    • Committee
    • Team
    • Contact Us
  • Program & Service
    • InnoHealth
      • Idea Spark 2026
      • MedChickathon
      • Incubation Program
      • HealthNEXT2025
    • Clinic consult
    • Community
    • People & Culture
  • Innovation Portfolio
    • Innovation Portfolio
    • Innovations
    • Collaborative Project
  • News & Blog
    • Event & news
    • Insight & research
  • Learning Hub
  • Get Involved
    • Researchers
    • Student
    • Partnership
    • Startups & Innovators
    • People & Culture
    • Facilities
  • Innovation fund
  • Intellectual Property: IP

นวัตกรรมไม่ได้เริ่มจากไอเดีย แต่มาจาก “ความขัดใจ”

Creativity, InnoLife, Innovation
20 พฤษภาคม 2026

นวัตกรรมไม่ได้เริ่มจากไอเดีย แต่มาจาก “ความขัดใจ”

จุดเริ่มต้นของนวัตกรรม อาจไม่ได้เกิดจากความอัจฉริยะ แต่เกิดจากการ “ไม่ยอมรับ” สิ่งเดิมที่ไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป

ภาพของนวัตกรรมที่เรามอง เรามองผ่าน “ไอเดียที่ยอดเยี่ยม” หรือ “เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย”

ราวกับว่านวัตกรรมเป็นผลผลิตของความอัจฉริยะเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว

แต่มันอาจไม่ใช่ เพราะมีบางอย่างซ่อนอยู่

หากมองผ่านกรอบทฤษฎีด้านนวัตกรรมที่แท้จริง

จุดเริ่มต้น จุดติดนวัตกรรม ไม่ได้มาจาก ความฉลาด หากเกิดจาก “ความไม่ยอมรับ”

  • ไม่ยอมรับกับสิ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ
  • ไม่ยอมรับกับสิ่งที่ทุกคนบอกว่า “มันก็เป็นแบบนี้แหละ”
และความรู้สึกนั้น อาจเรียกว่าความขัดใจ
“ความขัดใจ”

เรามาดูทฤษฎี ขัดใจ อย่างไร ทำให้เกิดนวัตกรรม

ความขัดใจไม่ใช่อารมณ์ แต่คือ “สัญญาณของช่องว่าง”

สิ่งที่เราเรียกว่าความขัดใจ แท้จริงแล้วไม่ใช่เพียง emotional reaction แต่เป็น “signal” ของบางอย่างที่ระบบทำงานได้ไม่ดีพอ

Clayton Christensen เจ้าของ ทฤษฎี Disruptive Innovation บอกว่า

นวัตกรรมจำนวนมากไม่ได้เริ่มจากการทำสิ่งที่ดีกว่า แต่เริ่มจากการเข้าไปแก้สิ่งที่ “ระบบเดิมมองข้าม”

pain point เล็ก ๆ ที่ถูก normalize
คือพื้นที่ที่โอกาสซ่อนอยู่

ในระบบสาธารณสุข ความล่าช้า ความซับซ้อน หรือขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ไม่ใช่เพียง inefficiency เชิงปฏิบัติการ แต่มันคือ “ช่องว่างเชิงโครงสร้าง”

ที่บอกว่า ระบบถูกออกแบบภายใต้สมมติฐานเดิม ที่อาจไม่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน

สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่าเขาต้องการ

มีสิ่งหนึ่งที่ชาวนวัตกรรมมักมองผ่านเลนส์ เรียกว่า “Jobs to Be Done” หรือ “งานที่ต้องทำ”

จะเห็นชัดว่า ผู้ใช้ไม่ได้ต้องการ “บริการที่เร็วขึ้น” เพียงอย่างเดียว แต่เขากำลัง “จ้าง” ระบบ เพื่อแก้ปัญหาที่ลึกกว่านั้น

  • ไม่ใช่แค่รอคิวนาน แต่คือความไม่แน่นอนระหว่างรอ
  • ไม่ใช่แค่ขั้นตอนเยอะ แต่คือความเหนื่อยล้าทางความคิด (cognitive load)
  • ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ที่ไม่ดี แต่คือ journey ที่ถูกออกแบบแบบแยกส่วน
“ความขัดใจ = unmet job”

และนี่คือจุดที่ Design Thinking เข้ามามีบทบาท นวัตกรรมที่มีคุณค่าไม่ได้เริ่มจาก solution

แต่เริ่มจาก empathy—ความเข้าใจประสบการณ์ของผู้ใช้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งมักถูกกระตุ้นจากช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เรารู้สึกว่า “บางอย่างมันไม่ถูกต้อง”

ปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่ lack of ideas แต่คือ lack of courage to question

การทำนวัตกรรม สิ่งที่ต้องเข้าใจด้วยคือ พฤติกรรม Behavioral Economics

เราจะเข้าใจว่า มนุษย์มีแนวโน้มจะยอมรับสิ่งที่ไม่ดีพอ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า status quo bias

เราไม่ได้อยู่กับระบบที่ดีที่สุด
แต่เราอยู่กับระบบที่ “เราชิน”

นี่คือเหตุผลว่าทำไม inefficiency ถึงยังอยู่ ไม่ใช่เพราะมันดี แต่เพราะไม่มีใครตั้งคำถามกับมันอย่างจริงจัง

ดังนั้น นวัตกรรมจึงไม่ได้ขาดไอเดีย แต่มักขาด “แรงต้านทางความคิด”

องค์กรที่สร้างนวัตกรรมได้จริง จึงไม่ใช่องค์กรที่คิดเก่งที่สุด แต่คือองค์กรที่ “ไม่ยอมชิน” ได้มากที่สุด

ง่าย ๆ

นวัตกรรมคือการตั้งคำถามใหม่กับสิ่งเดิม ง่าย ๆ แบบนี้เลย

เมื่อเชื่อมทุกกรอบเข้าด้วยกัน จะเห็น pattern ที่ชัดเจน นวัตกรรมไม่ใช่การสร้างสิ่งใหม่จากศูนย์ แต่คือการ “ตั้งคำถามใหม่กับสิ่งเดิม”

แต่การตั้งคำถามกับความเคยชินและปล่อยไปเถอะแบบนี้ ในสายตาคนทั่วไป มันไม่ชิน

นวัตกรรม มันเกิดในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ใครบางคนรู้สึกว่า

“สิ่งนี้มันไม่ควรเป็นแบบนี้”

ในยุคที่เทคโนโลยีสามารถถูกลอกเลียนได้อย่างรวดเร็ว ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่อยู่ที่ “ความสามารถในการมองเห็นความไม่สมเหตุสมผล” ต่างหาก

คำถามจึงยังคงเปิดอยู่ องค์กรของคุณ ยังรู้สึกขัดใจกับสิ่งเดิมอยู่หรือไม่ หรือทุกอย่าง ‘ดีพอ’ จนไม่มีใครอยากเปลี่ยนมันแล้ว?

บทความอื่นๆ

“Google’s Ten Things We Know to Be True” — หลักคิด 10 ข้อจาก Google
From Data Barriers to Digital Healthcare Innovation ทำอย่างไรให้ “นวัตกรรมดิจิทัล” เกิดขึ้นได้จริงในโรงพยาบาล (ไม่ใช่แค่บนสไลด์) — ผศ.ดร.ชาติชาย ดวงสอาด : รองผู้อำนวยการสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITSC)
Clinical Data in Action เปลี่ยน “งานประจำ” ให้กลายเป็นงานวิจัยและนวัตกรรมที่ใช้ได้จริงในโรงพยาบาล — รศ.นพ.วชิรนันท์ ศิริกุล : ภาควิชาชีวสารสนเทศทางการแพทย์และระบาดวิทยาคลินิก (BioCE)
จาก “Data” สู่ “Insight” บทเรียนจาก UCL/UK ว่าจะออกแบบข้อมูลสุขภาพให้ “ใช้จริงอย่างไร” — นพ.ต่วน กัสฟี หะมะ : Ph.D. in CDT for AI-Enable Healthcare, UCL

ศูนย์นวัตกรรมสุขภาพคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ชั้น 5 อาคารเรียนรวม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เลขที่ 110 ถนนอินทวโรรส ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
โทรศัพท์ 053-936-204, 096 061 9394

Connect with us

  • Facebook
  • Mail
  • TikTok