Engineering the Heart: เมื่อการวางแผนผ่าตัดหัวใจ เริ่มต้นจากการจำลองในโลกดิจิทัล
การผ่าตัดหัวใจที่ซับซ้อน ต้องอาศัยมากกว่าการมองเห็น “โครงสร้าง”
เพราะผลลัพธ์หลังผ่าตัดขึ้นอยู่กับ “การไหลเวียนของเลือด”
4D Flow MRI และ CFD ช่วยให้แพทย์มองเห็นการไหลเวียนของเลือด และจำลองผลลัพธ์ของการผ่าตัดก่อนตัดสินใจรักษาผู้ป่วยจริง
การผ่าตัดหัวใจถือเป็นหนึ่งในหัตถการทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อนสูงที่สุดประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจที่แตกต่างกันในแต่ละราย
แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันจะช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างของหัวใจได้อย่างละเอียดผ่าน MRI หรือ CT Scan แต่ยังมีคำถามสำคัญที่ภาพถ่ายทางการแพทย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบได้อย่างครบถ้วน
คำถามนี้นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้แพทย์ไม่ได้เพียงมองเห็นหัวใจ แต่สามารถมองเห็น “การไหลเวียนของเลือด” และจำลองผลลัพธ์ของการรักษาในโลกดิจิทัลก่อนการผ่าตัดจริง ผ่านการผสานศักยภาพของ 4D Flow MRI และ Computational Fluid Dynamics (CFD) ซึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการแพทย์เฉพาะบุคคลในอนาคต
จาก Anatomy สู่ Hemodynamics
ในอดีต การประเมินโรคหัวใจมักมุ่งเน้นไปที่ Anatomy หรือโครงสร้างทางกายวิภาคของหัวใจ เช่น ขนาดของห้องหัวใจ รูปร่างของหลอดเลือด หรือตำแหน่งของลิ้นหัวใจ
ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยและวางแผนการรักษา แต่ในหลายกรณี โดยเฉพาะโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ความสำเร็จของการรักษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “รูปร่าง” ของหัวใจเพียงอย่างเดียว
สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ Hemodynamics หรือพลศาสตร์การไหลเวียนเลือด ซึ่งเป็นการศึกษาว่าเลือดเคลื่อนที่ผ่านหัวใจและหลอดเลือดอย่างไร
ตัวอย่างคำถามที่แพทย์ต้องการคำตอบ ได้แก่
- เลือดไหลผ่านหัวใจด้วยความเร็วเท่าใด
- เกิดการไหลวนผิดปกติหรือไม่
- มีบริเวณใดที่เกิดแรงดันสูงผิดปกติ
- หัวใจต้องใช้พลังงานมากเพียงใดในการสูบฉีดเลือด
- หลังการผ่าตัด รูปแบบการไหลเวียนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หัวใจอาจมีโครงสร้างที่ดูปกติ แต่หากการไหลเวียนของเลือดไม่มีประสิทธิภาพ ก็อาจส่งผลต่อผลลัพธ์การรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้เช่นกัน นี่คือเหตุผลที่วงการแพทย์เริ่มให้ความสำคัญกับการศึกษาการทำงานของหัวใจในเชิง “พลศาสตร์” มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
4D Flow MRI: เมื่อ MRI ไม่ได้บอกแค่รูปร่างของหัวใจ
หนึ่งในเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีการศึกษาระบบไหลเวียนเลือด คือ 4D Flow MRI
4D Flow MRI เป็นเทคนิคการถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สามารถวัดความเร็วและทิศทางการไหลของเลือดได้ตลอดทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือด
• 3 มิติของพื้นที่ (กว้าง ยาว และลึก)
• 1 มิติของเวลา
จึงสามารถติดตามการเคลื่อนที่ของเลือดตลอดช่วงการเต้นของหัวใจได้อย่างต่อเนื่อง
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ MRI ทั่วไป เปรียบเสมือน “แผนที่ถนน” ในขณะที่ 4D Flow MRI เปรียบเสมือน “แผนที่พร้อมข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์”
นอกจากการมองเห็นเส้นทางการไหลของเลือดแล้ว เทคโนโลยีนี้ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้อีกหลายด้าน
- Velocity: วัดความเร็วของการไหลเวียนเลือดในแต่ละตำแหน่ง
- Flow Pattern: ศึกษารูปแบบการไหลเวียน ทั้งการไหลปกติและการไหลวนผิดปกติ
- Wall Shear Stress: วิเคราะห์แรงเฉือนที่เกิดขึ้นบริเวณผนังหลอดเลือด ซึ่งมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดในระยะยาว
- Energy Loss: ประเมินการสูญเสียพลังงานของระบบไหลเวียนเลือด ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าหัวใจต้องทำงานหนักเพียงใด
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์เข้าใจ “การทำงาน” ของหัวใจได้ลึกซึ้งกว่าการประเมินจากโครงสร้างเพียงอย่างเดียว
CFD: เมื่อวิศวกรรมศาสตร์เข้ามาช่วยวางแผนการผ่าตัด
แม้ 4D Flow MRI จะช่วยให้เห็นการไหลเวียนของเลือดได้อย่างละเอียด แต่ยังมีอีกคำถามสำคัญที่ต้องการคำตอบ
คำตอบของคำถามนี้มาจากเทคโนโลยีที่เรียกว่า Computational Fluid Dynamics (CFD)
CFD เป็นศาสตร์ทางวิศวกรรมที่ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ เพื่อคำนวณพฤติกรรมของของไหลตามหลักฟิสิกส์ เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การออกแบบเครื่องบิน, การออกแบบรถแข่ง Formula One, การวิเคราะห์อากาศพลศาสตร์ และการจำลองการไหลของน้ำในระบบขนาดใหญ่
ในทางการแพทย์ CFD ถูกนำมาใช้เพื่อจำลองการไหลเวียนเลือดภายในหัวใจและหลอดเลือดของผู้ป่วยแต่ละราย แทนที่จะคาดการณ์ผลลัพธ์จากประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แพทย์และนักวิจัยสามารถใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจได้มากขึ้น
เมื่อ 4D Flow MRI และ CFD ทำงานร่วมกัน
จุดแข็งที่สำคัญที่สุดของสองเทคโนโลยีนี้ คือการทำงานร่วมกัน กระบวนการโดยทั่วไปเริ่มต้นจากการนำข้อมูล MRI ของผู้ป่วยมาสร้างแบบจำลองหัวใจแบบสามมิติ จากนั้นใช้ข้อมูลการไหลเวียนเลือดจาก 4D Flow MRI เป็นข้อมูลตั้งต้นในการสร้างแบบจำลอง CFD
นักวิจัยสามารถทดลองสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ในโลกดิจิทัล เช่น แนวทางการผ่าตัดรูปแบบที่ 1, แนวทางการผ่าตัดรูปแบบที่ 2 หรือ แนวทางการผ่าตัดรูปแบบที่ 3 ก่อนนำผลลัพธ์มาเปรียบเทียบกันว่า:
- วิธีใดทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีที่สุด
- วิธีใดสูญเสียพลังงานน้อยที่สุด
- วิธีใดช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจได้มากที่สุด
แนวคิดนี้เปรียบเสมือนการ “ทดลองผ่าตัดบนคอมพิวเตอร์” ก่อนการผ่าตัดจริง ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอน และสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกด้วยข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์
จากข้อมูลสู่ Digital Twin ของหัวใจ
เมื่อข้อมูลภาพทางการแพทย์ถูกนำมาผสานเข้ากับการจำลองทางวิศวกรรม แนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจในระดับโลกคือ Digital Twin
Digital Twin คือแบบจำลองดิจิทัลของอวัยวะหรือระบบทางชีวภาพที่สร้างขึ้นจากข้อมูลจริงของผู้ป่วย ในกรณีของโรคหัวใจ นักวิจัยสามารถสร้าง “หัวใจดิจิทัล” ที่สะท้อนลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย และใช้แบบจำลองดังกล่าวในการศึกษาผลลัพธ์ของการรักษาในสถานการณ์ต่าง ๆ
แนวคิดนี้กำลังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนอนาคตของ Precision Medicine และ Personalized Surgery ในอีกหลายปีข้างหน้า
ก้าวสำคัญสู่ Personalized Surgery
ผู้ป่วยแต่ละคนมีโครงสร้างหัวใจและรูปแบบการไหลเวียนเลือดที่แตกต่างกัน ดังนั้น แนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยรายหนึ่ง อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยอีกรายหนึ่ง
การนำ 4D Flow MRI และ CFD มาใช้ร่วมกัน จึงเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาแบบมาตรฐาน ไปสู่การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล โดยอาศัยข้อมูลจริงของผู้ป่วยแต่ละรายในการสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก
InnoLife First Meetup: Connecting Innovators, Sharing Journeys
หัวข้อ Engineering the Heart: Better Surgical Planning Through 4D Flow MRI & CFD
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจของการประยุกต์ใช้ 4D Flow MRI และ CFD ในประเทศไทย คือความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนการผ่าตัดผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีความซับซ้อน
เบื้องหลังการทำงานวิจัยนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่ยังสะท้อนพลังของการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์ วิศวกร และนักวิจัยจากหลากหลายสาขา เพื่อพัฒนาการรักษาที่แม่นยำและตอบโจทย์ผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น
ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองกับ:
- รศ.ดร.พญ.ขวัญนภัส แสงสิน – อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- รศ.ดร.ยศธนา คุณาทร – อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ที่จะมาถ่ายทอดเบื้องหลังงานวิจัย การทำงานข้ามศาสตร์ และมุมมองต่ออนาคตของ Personalized Surgery ในประเทศไทย เพราะนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ อาจเริ่มต้นจากบทสนทนาเล็ก ๆ ระหว่างคนที่อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน
📅 วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569
⏰ เวลา 17.00 – 20.30 น.
📍 โถงชั้น 2 อาคารเรียนรวม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
References
- 1. Markl M, Frydrychowicz A, Kozerke S, Hope MD, Wieben O. 4D Flow MRI. Journal of Magnetic Resonance Imaging. 2012;36(5):1015-1036.
- 2. Dyverfeldt P, Bissell M, Barker AJ, et al. 4D flow cardiovascular magnetic resonance consensus statement. Journal of Cardiovascular Magnetic Resonance. 2015;17:72.
- 3. Morris PD, Narracott A, von Tengg-Kobligk H, et al. Computational fluid dynamics modelling in cardiovascular medicine. Heart. 2016;102(1):18-28.
- 4. Taylor CA, Figueroa CA. Patient-Specific Modeling of Cardiovascular Mechanics. Annual Review of Biomedical Engineering. 2009; 11:109-134.
- 5. Sangsin K, Kunaton Y, et al. Application of 4D Flow MRI and Computational Fluid Dynamics in Surgical Planning of Fontan Procedure: A First Case Report in Thailand. Journal of Cardiothoracic Surgery. 2026.
- 6. Barker AJ, Markl M, Bürk J, et al. Bicuspid Aortic Valve Hemodynamics by 4D Flow MRI. Circulation. 2012;126:e1-e3.





