รศ.ดร.พญ.ขวัญนภัส แสงสิน
กุมารแพทย์โรคหัวใจ · อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Engineering the Heart
เมื่อหมอหัวใจเด็กไม่ได้หยุดอยู่ที่ “การมองเห็น” แต่เริ่มออกแบบอนาคตก่อนการผ่าตัด
เรื่องราวของ รศ.ดร.พญ.ขวัญนภัส แสงสิน ผู้เปลี่ยน Cardiac Imaging จากเครื่องมือวินิจฉัย ให้กลายเป็นสะพานเชื่อม แพทย์ วิศวกร และศัลยแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล สำหรับเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
นวัตกรรมทางการแพทย์บางเรื่องเริ่มต้นในห้องทดลอง บางเรื่องเริ่มต้นจากเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้น แต่บางเรื่องเริ่มต้นจากภาพของผู้ป่วยคนหนึ่ง ที่แพทย์ไม่สามารถลืมได้
สำหรับ รศ.ดร.พญ.ขวัญนภัส แสงสิน หรือ “อาจารย์ฟ้าใส” กุมารแพทย์โรคหัวใจ และผู้เชี่ยวชาญด้าน Cardiac Imaging แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุดเริ่มต้นนั้นเกิดขึ้นระหว่างการอ่านภาพ Cardiac MRI ของเด็กและผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดซับซ้อน
คนไข้บางคนกลับมาพร้อมน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด บางคนเริ่มมีความผิดปกติของตับ และบางคนมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหลังผ่านการรักษามาอย่างยาวนาน
ภาพเหล่านั้นไม่ได้บอกเพียงว่าร่างกายของผู้ป่วย “ผิดปกติตรงไหน” แต่กำลังตั้งคำถามกลับมายังแพทย์ว่า เราจะรอให้ปัญหาเกิดขึ้น แล้วจึงตรวจพบมันในภายหลัง หรือเราจะทำอะไรบางอย่างเพื่อ ออกแบบการรักษาให้ดีขึ้นตั้งแต่ก่อนเข้าห้องผ่าตัด ได้หรือไม่
คำถามนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ที่เชื่อมโลกของภาพถ่ายหัวใจเข้ากับ กลศาสตร์ของไหล การจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ และการผ่าตัดจริง จนนำไปสู่ Virtual Fontan Simulation หรือแบบจำลองเสมือนเพื่อวางแผนผ่าตัดหัวใจเฉพาะบุคคล เคสแรกของประเทศไทย
นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาพ MRI ที่สวยงาม แต่เป็นเรื่องของแพทย์คนหนึ่งที่ตัดสินใจว่า การมองเห็นปัญหาอย่างชัดเจนยังไม่เพียงพอ หากความรู้นั้นยังไม่สามารถเปลี่ยนอนาคตของผู้ป่วยได้
เด็กที่เกิดมาพร้อมหัวใจห้องล่างเดียว
หัวใจปกติมีห้องล่างสองห้อง ทำหน้าที่แยกกันอย่างเป็นระบบ ห้องหนึ่งส่งเลือดไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจน อีกห้องสูบฉีดเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย
แต่เด็กบางคนเกิดมาพร้อมความผิดปกติของหัวใจที่ซับซ้อน จนมีห้องล่างที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงห้องเดียว หรือที่เรียกว่า single-ventricle physiology
เด็กกลุ่มนี้อาจมีภาวะตัวเขียวตั้งแต่แรกเกิด เพราะเลือดที่มีและไม่มีออกซิเจนไหลปะปนกัน
การรักษาไม่ใช่การผ่าตัดเพียงครั้งเดียวแล้วจบ เด็กจำนวนหนึ่งต้องผ่านการผ่าตัดใหญ่เป็นลำดับหลายระยะ ตั้งแต่วัยเล็ก เพื่อปรับเส้นทางการไหลเวียนเลือด
หนึ่งในขั้นตอนสำคัญคือ การผ่าตัด Fontan ซึ่งเชื่อมทางเดินเลือดดำส่วนล่างเข้าสู่หลอดเลือดแดงปอดโดยตรง
การผ่าตัดนี้ช่วยให้เด็กจำนวนมากเติบโตและมีชีวิตต่อไปได้ แต่ระบบไหลเวียนแบบ Fontan ไม่ได้เหมือนหัวใจปกติ จึงไวต่อความต้านทาน รูปทรงของหลอดเลือด มุมของจุดเชื่อมต่อ และการสูญเสียพลังงานในกระแสเลือดอย่างมาก
ความยากคือ เด็กแต่ละคนมีโครงสร้างหัวใจและหลอดเลือดไม่เหมือนกัน ทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยคนหนึ่ง จึงอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับอีกคนหนึ่ง
นี่คือพื้นที่ที่คำว่า personalized medicine ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่เป็นความจำเป็น
Cardiac MRI: จากภาพหัวใจ ไปสู่การมองเห็น “การไหล”
การตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจหรือ echocardiography เป็นเครื่องมือสำคัญและใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ในผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีโครงสร้างซับซ้อน ภาพที่ได้อาจไม่เพียงพอสำหรับตอบทุกคำถาม
Cardiac MRI ช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างและการทำงานของหัวใจได้ละเอียดขึ้น สามารถประเมินการบีบตัว ปริมาตรของหัวใจ ลักษณะของเนื้อเยื่อ พังผืด กล้ามเนื้อหัวใจที่เสียหาย หรือลิ่มเลือด โดยไม่ใช้รังสีเอกซ์
แต่อาจารย์ขวัญนภัสไม่ได้หยุดอยู่ที่การมองเห็นหัวใจ เป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวเท่านั้น
เทคโนโลยี 4D Flow MRI ทำให้ทีมสามารถมองเห็นทิศทางและความเร็ว ของการไหลเวียนเลือดในสามมิติ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
4D Flow MRI สามารถบอกได้ว่าหลังการผ่าตัด เลือดกำลังไหลไปทางใด กระจายเข้าสู่ปอดซ้ายและขวาอย่างไร บริเวณใดเกิดกระแสวน จุดใดมีการสูญเสียพลังงาน หรือบริเวณใดอาจมีแรงเฉือนที่ผนังหลอดเลือดสูงผิดปกติ
อาจารย์ขวัญนภัสต้องการก้าวจากคำว่า “เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น” ไปสู่คำว่า “มองเห็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้น”
“ทุกครั้งที่มาทำงาน ต้องเอาใจมาทำงาน
— รศ.ดร.พญ.ขวัญนภัส แสงสิน
เมื่อคำตอบของหมอ อยู่ในโลกของวิศวกร
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับอาจารย์ขวัญนภัสเพียงคนเดียว ศัลยแพทย์หัวใจที่ดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ต่างตระหนักดีว่า รูปทรงและตำแหน่งของการต่อหลอดเลือด มีผลต่อการไหลเวียนในระยะยาว
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อทีมแพทย์ได้เชื่อมต่อกับ รศ.ดร.ยศธนา คุณาทร จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจำลองระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วยคอมพิวเตอร์
สิ่งที่ฝ่ายแพทย์เรียกว่า “ทางเดินของเลือด” ในโลกวิศวกรรมสามารถแปลงเป็นปัญหาของ Computational Fluid Dynamics หรือ CFD
ทีมจึงนำข้อมูลกายวิภาคและการไหลเวียนจาก 4D Cardiac MRI มาสร้างเป็นแบบจำลองสามมิติของผู้ป่วยเฉพาะราย
จากนั้นจึงทดลองสร้างรูปแบบการผ่าตัดหลายทางเลือกในโลกดิจิทัล เปลี่ยนขนาดของหลอดเลือดเทียม ตำแหน่ง จุดเชื่อมต่อ และมุมของทางเดินเลือด แล้วให้คอมพิวเตอร์คำนวณว่าแต่ละทางเลือกจะทำให้เลือดไหลอย่างไร
นี่เปรียบได้กับการสร้าง “สนามซ้อม” ให้ทีมผ่าตัดได้ทดลองหลายสถานการณ์ ก่อนลงมือกับผู้ป่วยจริง
การจำลองไม่ได้มาแทนที่ศัลยแพทย์ และไม่ได้ตัดสินใจแทนแพทย์ แต่มันเพิ่มข้อมูลอีกชั้นหนึ่ง ให้การตัดสินใจที่ซับซ้อนมีหลักฐานรองรับมากขึ้น
- แบบใดทำให้เลือดกระจายไปปอดทั้งสองข้างได้สมดุลกว่า
- แบบใดทำให้ความดันในหลอดเลือดดำอยู่ในระดับที่เหมาะสม
- แบบใดลดการสูญเสียพลังงานของกระแสเลือด
- แบบใดลดบริเวณไหลวนหรือจุดเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด
- ขนาดและตำแหน่งของหลอดเลือดเทียมแบบใด เหมาะกับร่างกายของเด็กคนนั้น รวมถึงการเติบโตในอนาคต
จากสามแบบจำลอง สู่การผ่าตัดจริง
ในรายงานผู้ป่วยที่ได้รับการตีพิมพ์ ทีมได้สร้างแบบจำลองทางเลือกของการเชื่อมต่อ Fontan สามรูปแบบสำหรับผู้ป่วยอายุ 12 ปี แล้วใช้ 4D Flow MRI ร่วมกับ CFD เปรียบเทียบการไหลเวียนของแต่ละรูปแบบก่อนการผ่าตัด
หนึ่งในแบบจำลองแสดงผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด ทั้งในด้านการลดการสูญเสียพลังงาน รักษาความดันของระบบหลอดเลือดดำ และกระจายเลือดไปยังปอดทั้งสองข้างอย่างสมดุล
ทีมจึงใช้ข้อมูลนี้ประกอบการเลือกแนวทางผ่าตัดจริง
หลังผ่าตัด ภาพติดตามแสดงว่าโครงสร้างที่สร้างขึ้นเป็นไปตามแผน การทำงานของหัวใจห้องล่างยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี และการกระจายเลือดไปปอดทั้งสองข้างมีความสมดุล
ผลงานนี้ได้รับการรายงานใน Journal of Cardiothoracic Surgery ในปี 2026 ในฐานะรายงานผู้ป่วยรายแรกของประเทศไทย ที่ใช้การบูรณาการ 4D Flow MRI และ CFD เพื่อสร้างแบบจำลอง Fontan เฉพาะบุคคล สำหรับการวางแผนก่อนผ่าตัด
สิ่งที่ยากกว่าเทคโนโลยี คือการทำให้คนต่างศาสตร์เชื่อใจกัน
การมีเครื่อง MRI มีซอฟต์แวร์ หรือมีคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ไม่ได้ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นเอง
งานชิ้นนี้ต้องอาศัยคนหลายกลุ่ม ที่มองปัญหาเดียวกันจากคนละด้าน ได้แก่ กุมารแพทย์โรคหัวใจ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cardiac Imaging ศัลยแพทย์หัวใจ วิศวกร นักวิจัย นักรังสีการแพทย์ พยาบาล รวมถึงครอบครัวของผู้ป่วย
วิศวกรต้องเดินลึกเข้าไปในโลกของแพทย์ จนเข้าใจกายวิภาค พยาธิสรีรวิทยา ข้อจำกัดของการผ่าตัด และผลกระทบที่มีต่อผู้ป่วย
ขณะเดียวกัน แพทย์ก็ต้องเดินเข้าหาโลกของวิศวกรรม เรียนรู้ว่าแบบจำลองตั้งอยู่บนสมมติฐานอะไร ตัวแปรใดปรับได้ และผลคำนวณใดควรตีความอย่างระมัดระวัง
ทั้งสองฝ่ายอาจใช้ศัพท์คนละชุด และคิดด้วยกรอบคนละแบบ แต่มีจุดหมายเดียวกันคือ ทำให้ผู้ป่วยมีผลการรักษาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ความร่วมมือนี้ยังต้องอาศัยศัลยแพทย์ ผู้ยอมเปิดรับข้อมูลรูปแบบใหม่ ทั้งที่มีประสบการณ์ผ่าตัดมายาวนาน
การนำแบบจำลองที่ไม่เคยใช้มาก่อน มาประกอบการวางแผนผ่าตัดจริง จึงต้องการมากกว่าหลักฐานทางเทคนิค มันต้องการ trust — ความไว้เนื้อเชื่อใจ
ประโยคนี้อาจอธิบายความหมายของ clinical innovation ได้ดีกว่านิยามใด ๆ เพราะนวัตกรรมในการรักษาไม่ใช่การทดลองเทคโนโลยีจากระยะไกล แต่คือการยืนอยู่ข้างผู้ป่วยตลอดเส้นทางของความไม่แน่นอน
เบื้องหลังภาพที่แม่นยำ คือทีมที่ “เอาใจมาทำงาน”
ข้อมูลที่ดีคือรากฐานของแบบจำลองที่ดี หากภาพ MRI ไม่ชัด การแบ่งโครงสร้างคลาดเคลื่อน หรือข้อมูลการไหลไม่ถูกต้อง ผลลัพธ์จากคอมพิวเตอร์ก็ไม่อาจนำไปใช้ตัดสินใจได้อย่างปลอดภัย
การตรวจ MRI ในเด็กยังมีความท้าทายมากกว่าผู้ใหญ่ เด็กอาจกลัวเสียงเครื่อง อยู่นิ่งได้ยาก หรือไม่สามารถกลั้นหายใจตามคำสั่งได้ ทีมต้องใช้ทั้งความชำนาญ ความอดทน และการออกแบบประสบการณ์ที่เป็นมิตรกับเด็ก
แทนที่จะมองการดมยาหรือใส่ท่อช่วยหายใจเป็นคำตอบแรก ทีมพยายามช่วยให้เด็กจำนวนมากผ่านการตรวจได้ โดยไม่ต้องดมยาสลบ ใช้วิดีโอ การเตรียมตัว การสื่อสาร และให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมเท่าที่ทำได้
อาจารย์ขวัญนภัสสอนทีมเสมอว่า
“ทุกครั้งที่มาทำงาน ต้องเอาใจมาทำงาน”
— รศ.ดร.พญ.ขวัญนภัส แสงสิน
เพราะสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอไม่ใช่เพียงตัวเลขหรือชุดข้อมูล แต่เป็นคำตอบที่เด็กคนหนึ่งและครอบครัวกำลังรออยู่
นี่ทำให้เราเห็นว่า นวัตกรรมขั้นสูงไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีขั้นสูงเพียงอย่างเดียว แต่มักวางอยู่บนวัฒนธรรมการทำงานที่ละเอียด รอบคอบ และไม่ลืมว่าปลายทางของข้อมูลทุกชุดคือมนุษย์คนหนึ่ง
นวัตกรรมเพื่อคนกลุ่มเล็ก ก็อาจมีความหมายมหาศาล
โรคหัวใจห้องล่างเดียวไม่ใช่โรคที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก เมื่อเทียบกับโรคเรื้อรังทั่วไป หากมองผ่านเลนส์ของตลาดเพียงอย่างเดียว ปัญหานี้อาจดูเล็กเกินกว่าจะลงทุนเวลา ทรัพยากร และกำลังคน
แต่จำนวนผู้ป่วยที่ไม่มาก ไม่ได้ทำให้ความทุกข์ของผู้ป่วยแต่ละคนเล็กลง
เด็กกลุ่มนี้ต้องผ่านการรักษาหลายครั้ง และอยู่กับผลของโรคไปตลอดชีวิต ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในประสิทธิภาพของระบบไหลเวียน อาจหมายถึงความแตกต่างของคุณภาพชีวิต ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
เรื่องราวนี้จึงเตือนเราว่า นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความฝันที่จะแก้ปัญหาทั้งโลก เสมอไป บางครั้งนวัตกรรมที่ทรงคุณค่า เริ่มจากการไม่ละเลยความทุกข์ของคนกลุ่มเล็ก ที่ยังไม่มีใครสร้างคำตอบให้ดีพอ
ก้าวต่อไป: ทำให้ความรู้ไม่หยุดอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งเดียว
ความสำเร็จของผู้ป่วยรายแรกเป็นเพียง proof of concept หรือหลักฐานว่าแนวคิดนี้เป็นไปได้ ไม่ใช่ปลายทางของการเดินทาง
ทีมยังต้องศึกษาผลในผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น พัฒนากระบวนการให้รวดเร็วและทำซ้ำได้ ตรวจสอบความแม่นยำของแบบจำลอง ติดตามผลระยะยาว และสร้างมาตรฐานเพื่อให้ข้อมูลจากโลกดิจิทัล สามารถนำไปใช้ในโลกคลินิกได้อย่างปลอดภัย
ในอนาคต หลักคิดเดียวกันอาจขยายไปสู่ โรคหัวใจและหลอดเลือดชนิดอื่น เช่น การวางแผนตำแหน่งและขนาดของ stent การประเมินหลอดเลือดที่ตีบหรือมีโครงสร้างซับซ้อน ตลอดจนการสร้างแบบจำลองหรือชิ้นงานสามมิติ เพื่อช่วยให้แพทย์ซ้อมและวางแผนก่อนทำหัตถการ
ความตั้งใจของทีมคือ การพัฒนาคน เพิ่มศักยภาพในการสร้างแบบจำลอง และถ่ายทอดองค์ความรู้ ไปยังผู้ที่สนใจ เพื่อให้ผู้ป่วยในพื้นที่อื่นมีโอกาสเข้าถึง การวางแผนรักษาที่ดีขึ้นเช่นกัน
เพราะความรู้ทางการแพทย์จะมีคุณค่ามากที่สุด เมื่อไม่ได้หยุดอยู่กับผู้เชี่ยวชาญเพียงไม่กี่คน แต่ถูกทำให้ส่งต่อได้ ใช้งานได้ และสร้างโอกาสที่เท่าเทียมขึ้นแก่ผู้ป่วย
Innovator’s Mindset
เราอาจเรียกผลงานนี้ว่า 4D Flow MRI, CFD, Virtual Fontan Simulation หรือ Precision Surgical Planning แต่เบื้องหลังศัพท์เทคนิคทั้งหมด เรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องที่เรียบง่ายมาก
มันคือเรื่องของหมอคนหนึ่งที่เห็นความทุกข์ของผู้ป่วย แล้วไม่ยอมมองผ่าน เรื่องของวิศวกรที่ยอมเดินเข้ามาเรียนรู้โลกของหัวใจ เรื่องของศัลยแพทย์ที่กล้าเปิดประตูให้ข้อมูลรูปแบบใหม่ และเรื่องของทีมถ่ายภาพและพยาบาล ที่รู้ว่าทุกภาพมีชีวิตของเด็กคนหนึ่งอยู่เบื้องหลัง
นวัตกรรมที่ดีจึงอาจไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “เรามีเทคโนโลยีอะไร” แต่อาจเริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า
“มีผู้ป่วยคนใดที่เรายังช่วยได้ไม่ดีพอ และเราจะชวนใครมาช่วยกันเปลี่ยนอนาคตของเขา”
สำหรับอาจารย์ขวัญนภัส คำตอบของคำถามนั้นไม่ได้จบลงที่ภาพหัวใจบนจอ MRI แต่มันกำลังเต้นอยู่ในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง ซึ่งทีมแพทย์และวิศวกรได้ช่วยกันออกแบบทางเดินของเลือด ก่อนที่การผ่าตัดจริงจะเริ่มต้นขึ้น
รศ.ดร.พญ.ขวัญนภัส แสงสิน
รศ.ดร.พญ.ขวัญนภัส แสงสิน เป็นกุมารแพทย์โรคหัวใจ อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้เชี่ยวชาญด้าน Cardiac MRI และ Cardiac CT
ผ่านการฝึกอบรมด้าน Cardiac Imaging และงานวิจัยที่ Boston Children’s Hospital, Harvard Medical School สหรัฐอเมริกา งานของเธอมุ่งใช้ภาพถ่ายหัวใจขั้นสูง ร่วมกับความร่วมมือแบบสหสาขา เพื่อยกระดับการวินิจฉัยและวางแผนรักษา โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีความซับซ้อน
เกี่ยวกับ 50 Innovators
50 Innovators คือชุดเรื่องราวของคนที่มองเห็นปัญหาในงานประจำ ตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเป็น และลงมือเชื่อมความรู้ ผู้คน และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย ต่อผู้ป่วย องค์กร และสังคม
เพราะนวัตกรรมไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยีเสมอไป แต่มักเริ่มต้นจากคนคนหนึ่งที่พูดว่า “เราน่าจะทำให้สิ่งนี้ดีขึ้นได้”
แหล่งข้อมูล
- บทสัมภาษณ์และสคริปต์กิจกรรม Engineering the Heart ที่ผู้จัดทำโครงการมอบให้
- MEDCHIC. “ก้าวสำคัญของนวัตกรรมการแพทย์ แพทย์–วิศวะ มช. สร้างโมเดลจำลองผ่าตัดบายพาส 4D ครั้งแรกในไทย ช่วยชีวิตเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดสำเร็จ.” 7 พฤษภาคม 2026.
- Khunatorn Y, Woragidpoonpol S, Srisuwan T, et al. The utility of 4D flow MRI and computational fluid dynamics in developing the Fontan model enhances presurgical planning and ensures better outcomes: the first case report in Thailand. Journal of Cardiothoracic Surgery. 2026;21:423. DOI: 10.1186/s13019-026-04096-8
- ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ประวัติแพทย์ รศ.ดร.พญ.ขวัญนภัส แสงสิน.






