คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่นวัตกรรมใช้ได้จริง ยกระดับระบบสุขภาพไทย
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานแถลงข่าวผลงานประจำปี พ.ศ.2568 ประกาศทิศทางการขับเคลื่อนองค์กร โดยใช้นวัตกรรมเป็นแกนหลักในการพัฒนาองค์กร มุ่งสร้างวิธีคิดใหม่ รูปแบบการแก้ปัญหาใหม่ และยกระดับระบบสุขภาพให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช ผู้ช่วยคณบดีด้านวิจัย นวัตกรรม และวิเทศสัมพันธ์ เปิดเผยว่า วิสัยทัศน์ดังกล่าวสะท้อนผ่านพันธกิจ “Discovery & Innovation Empowering” ซึ่งประกอบด้วย
Discovery การค้นพบองค์ความรู้จากงานวิจัย
Innovation การนำองค์ความรู้นั้นไปพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง
Empower การเสริมพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านนวัตกรรมจากทรัพยากรที่มีอยู่
หนึ่งในจุดแข็งของคณะแพทยศาสตร์ มช. คือการนำนวัตกรรมและงานวิจัยมาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยผสานพลังจากภาคบริการ ภาคการศึกษา และภาคการวิจัย ซึ่งทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็นระบบนวัตกรรมเดียวกัน มุ่งสู่เป้าหมายร่วมในการยกระดับสุขภาพของสังคม
4 นวัตกรรมเด่น สร้างผลกระทบเชิงระบบ
นวัตกรรมที่ 1: CELiver เทคโนโลยีตรวจคัดกรองมะเร็งตับระยะแรก by CMU TEAM
มะเร็งตับเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของประเทศไทย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง มีผู้เสียชีวิตกว่า 26,000–27,000 รายต่อปี ขณะที่การคัดกรองด้วยอัลตราซาวด์และ AFP ในปัจจุบันมีความไวเพียง 30–60%
ทีมวิจัยจากศูนย์ CMUTEAM จึงพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ โดยใช้การวิเคราะห์ cell-free DNA (cfDNA) ร่วมกับเครื่อง Automated Capillary Electrophoresis และปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถเพิ่มอัตราการตรวจพบมะเร็งตับระยะแรกจากประมาณ 39% เป็นมากกว่า 88% ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น เพิ่มโอกาสรอดชีวิต เทคโนโลยีนี้มีต้นทุนต่ำ ใช้งานง่าย ให้ผลรวดเร็ว เหมาะกับการคัดกรองประชากรวงกว้าง
ปัจจุบันได้จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการมาตรฐานแล้ว คาดว่าจะพร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์ภายใน 1 ปี
นวัตกรรมที่ 2: Soy Nutraceutical การพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดจากถั่วเหลือง สำหรับสตรีวัยทอง
นวัตกรรมผ่านศูนย์วิจัยและพัฒนาสมุนไพร CR-FHA ของคณะแพทยศาสตร์ มช. ที่มีประสบการณ์วิจัยยาวนานกว่า 20 ปี ในการวิจัยสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่า ช่วยส่งเสริมสุขภาพสตรีวัยทอง โดยมีผลลดริ้วรอยบนใบหน้า สร้างเสริมสุขภาพกระดูก บำรุงหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญ
งานวิจัยดังกล่าวถูกถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านการให้สิทธิ์ใช้งานแก่ภาคเอกชน บริษัท WINONA International เพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและครีมบำรุงผิวสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสุขภาวะ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากงานวิจัย
นวัตกรรมที่ 3: OBTAIN แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับฝึกอบรมพยาบาลใหม่
OBTAIN ถูกพัฒนาจากปัญหาหน้างานจริง โดยพบว่าการฝึกอบรมพยาบาลใหม่ใช้เวลานาน 6–12 เดือน และกว่า 30–40% ยังขาดทักษะทางคลินิกที่จำเป็น
แพลตฟอร์มนี้เป็นระบบ Hybrid Learning ที่ผสาน E-learning, Zoom Class, Competency Logbook, Dashboard Analytics และระบบสะสมหน่วย CNEU ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว สามารถติดตามผลแบบเรียลไทม์ ใช้งานได้ทั้งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพา นับเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มแรกของประเทศที่ได้รับการรับรองจากสภาพยาบาลวิสัญญี ช่วยเพิ่มความพร้อม ลดความเสี่ยงในการฝึกงาน และเพิ่มความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย
นวัตกรรมที่ 4: ESTIMATA-EX ระบบ AI ประเมินการสูญเสียเลือดในห้องผ่าตัด
ระบบนี้แก้ปัญหาการประเมินด้วยสายตาที่มีความคลาดเคลื่อนสูง โดยใช้ AI วิเคราะห์ภาพผ้าก๊อซซับเลือดผ่านสมาร์ทโฟน ประมวลผลภายใน 5 วินาที และแสดงผลปริมาณเลือดอย่างแม่นยำแบบเรียลไทม์ ช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเรื่องการให้เลือดได้เหมาะสม เพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย พัฒนาร่วมกับหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ และได้รับการตีพิมพ์ผลงานวิจัยแล้ว พร้อมต่อยอดสู่การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอนาคต
ผศ.นพ.สุรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า นวัตกรรมทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากกระบวนการบ่มเพาะอย่างเป็นระบบ ผ่านโครงการ InnoHealth ที่มีการ Coaching และ Mentoring ควบคู่กับการใช้ระบบดิจิทัล Innovation Portfolio เพื่อติดตามและบริหารจัดการนวัตกรรมทางการแพทย์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบบุกเบิกของประเทศไทย
“การสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ไม่สามารถเกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรทางการแพทย์ คณาจารย์ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม เพื่อร่วมกันผลักดันงานวิจัยให้ก้าวสู่การใช้งานจริง และสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อระบบสุขภาพของประเทศ”
ภาพบรรยากาศงานแถลงข่าว
MEDCHIC — MED CMU Health Innovation Center






